เสมา 2 ‘ลิณธิภรณ์’ ประกาศส่งเด็ก สกร. พันคนจบ Caregiver มีจิตอาสา ร่วมโครงการเพิ่มคุณภาพชีวิตผู้มีภาวะพึ่งพิง ผลตอบแทนเดือนละ 5,000 บาท ตามมาตรฐาน สธ. ทั่วประเทศ

เสมา 2 ‘ลิณธิภรณ์’ ประกาศส่งเด็ก สกร. พันคนจบ Caregiver มีจิตอาสา ร่วมโครงการเพิ่มคุณภาพชีวิตผู้มีภาวะพึ่งพิง ผลตอบแทนเดือนละ 5,000 บาท ตามมาตรฐาน สธ. ทั่วประเทศ
เดินหน้านโยบาย“เรียนแล้วได้งานจริง” กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก
วันที่ 28 สิงหาคม 2568 ดร.ลิณธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานการแถลงข่าว บันทึกข้อตกลงความร่วมมือ ระหว่าง กรมส่งเสริมการเรียนรู้ กับ สำนักงานหลักประกันสุขภาพ (สปสช.) ตามโครงการ “ความร่วมมือพัฒนางานวิชาการการบริหารจัดการบุคลากร” เพื่อสนับสนุนนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล ปีงบประมาณ 2568 พร้อมด้วย นายธนากร ดอนเหนือ อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ นางสาวยุพิน บัวคอม รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ นายเอกราช ชวีวัฒน์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ นายชัยพัฒน์ พันธุ์วัฒนสกุล รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านกรมส่งเสริมการเรียนรู้ ผู้บริหารกลุ่มศูนย์ / ส่วนกลาง นายแพทย์ศักดิ์ชัย กาญจนวัฒนา ผู้ทรงคุณวุฒิ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ นายธีระพันธ์ ลิมป์พูน ผู้อำนวยการฝ่ายขับเคลื่อนระบบหลักประกันสุขภาพท้องถิ่น สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ นายสุบิน ผลอนุรักษ์วงศ์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำหวัดลพบุรี และผู้ผ่านการอบรมหลักสูตรผู้ดูแลผู้มีภาวะพึ่งพิง เข้าร่วมการแถลงข่าว ณ ห้องประชุมบรรจง ชูสกุลชาติ ชั้น 6 กรมส่งเสริมการเรียนรู้

ดร.ลิณธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ แถลงข่าวเปิดตัวความร่วมมือ “โครงการความร่วมมือการผลิตผู้ดูแลผู้สูงอายุ (Caregiver)” ระหว่างกระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงสาธารณสุข และกระทรวงมหาดไทย โดยกรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) กับสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลง (MOU) เพื่อสนับสนุนนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล ปีงบประมาณ 2568 ที่กำลังเปิดรับสมัครอยู่ในขณะนี้-30 กันยายน 2568

ดร.ลิณธิภรณ์ กล่าวว่า ในฐานะรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เห็นช่องทางสำคัญในการต่อยอดการเรียนรู้ของผู้เรียนในสังกัด สกร. ให้สามารถสร้างรายได้จริง วันนี้จึงขอประกาศชัดเจนว่า จะผลักดันผู้เรียน สกร. ที่มีศักยภาพอย่างน้อย 1,000 คน สมัครเข้าสู่การสมัครใรโครงการ Caregiver เพื่อให้ทุกคนมีโอกาสเรียนรู้ ฝึกปฏิบัติ และสามารถสมัครเข้าทำงานได้จริงในระบบการดูแลผู้สูงอายุ ทั้งตลาดในประเทศและต่างประเทศ

ดร.ลิณธิภรณ์ กล่าวต่อว่า โครงการนี้สอดรับทั้งนโยบายรัฐบาลและความต้องการแรงงานในอุตสาหกรรมดูแลสุขภาพที่กำลังขยายตัว ทั้งจากความเป็นสังคมผู้สูงอายุในไทย และความต้องการแรงงานด้าน Caregiver จากประเทศต่าง ๆ โดยเฉพาะในตะวันออกกลางและประเทศพัฒนาแล้ว ถือเป็นการสร้างโอกาสใหม่ให้แก่แรงงานไทย พร้อมทั้งช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุและครอบครัวทั่วประเทศ

ดร.ลิณธิภรณ์ กล่าวต่อว่า ที่ผ่านมา หลักสูตรผู้ดูแลผู้สูงอายุ มีทั้งหลักสูตรระยะสั้น 70 ชั่วโมงที่ได้รับใบประกาศนียบัตร ซึ่งสามารถต่อยอดสู่หลักสูตรเข้มข้น 420 ชั่วโมง ที่สอดคล้องกับมาตรฐานวิชาชีพที่กระทรวงสาธารณสุขกำหนดไว้ได้ ในฐานะรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ จึงมุ่งมั่นกำกับดูแล สกร. ในการเป็นกลไกประสานข้อมูลบุคคลที่ผ่านการอบรมตามหลักสูตรมาตรฐาน และมีคุณสมบัติตามที่กำหนด เพื่อเข้าปฏิบัติงานเป็นผู้ช่วยเหลือดูแลผู้มีภาวะพึ่งพิง พร้อมทั้งร่วมมือกับ สปสช. เขต และ อปท. ในแต่ละพื้นที่ เพื่อสนับสนุนการจัดจ้างบุคลากรเหล่านี้ให้เกิดผลในทางปฏิบัติอย่างแท้จริง

“ในวันนี้ความร่วมมือระหว่างกับ สปสช.และสกร.ได้เกิดขึ้นแล้ว และคาดว่าจะเกิดความร่วมมือกับกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นต่อไป เพื่อร่วมกันผลักดันให้การดูแลผู้สูงอายุและผู้มีภาวะพึ่งพิงได้รับการดูแลอย่่างทั่วถึงไม่ใช่การเซ็น MOU แล้วจบ แต่เป็นการปักธงแห่งโอกาสให้ “เด็ก สกร. เรียนแล้วต้องได้งาน” ตามแนวคิด Learn to Earn ที่ดิฉันขับเคลื่อนอย่างไม่หยุดยั้ง เพื่อเป็นพลังสำคัญที่ขับเคลื่อนสังคมไทยสู่ความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน” ดร.ลิณธิภรณ์ กล่าว

นายธนากร ดอนเหนือ อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ กล่าวว่า กรมส่งเสริมการเรียนรู้ได้ดำเนินการจัด หลักสูตรผู้ดูแลผู้สูงอายุ Caregiver โดยบูรณาการร่วมกับกระทรวงสาธารณสุขและกระทรวงศึกษาธิการ ผ่านการจัดการศึกษาต่อเนื่องในรูปแบบวิชาชีพระยะสั้น ทั้ง 70 ชั่วโมง และ 420 ชั่วโมง มีผู้สำเร็จการอบรมแล้วจำนวนถึง 9,102 คน ซึ่งเป็นผู้ที่ไม่ได้เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ จำนวน 1,017 คน ทั้งนี้ผู้ผ่านการอบรมส่วนใหญ่คือ ประชาชนทั่วไปที่สามารถนำความรู้ไปใช้ในการประกอบอาชีพได้จริง เปิดโอกาสให้ประชาชนทุกกลุ่มสามารถพัฒนาตนเองและพร้อมเข้าสู่ตลาดแรงงานได้จริง และจากที่รัฐบาลได้กำหนดแนวทาง “การจ่ายค่าบริการสาธารณสุขสำหรับผู้ที่มีภาวะพึ่งพิง” เพื่อเป็นค่าตอบแทนแก่ผู้ช่วยเหลือดูแลผู้ที่มีภาวะพึ่งพิงในชุมชน ถือเป็นนโยบายสำคัญที่เชื่อมโยงทั้งมิติทาง เศรษฐกิจ สังคม และคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม

ความร่วมมือระหว่างกรมส่งเสริมการเรียนรู้ กับ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่จะช่วยยกระดับคุณภาพการศึกษาและการเรียนรู้ตลอดชีวิต
แต่ยังเป็นการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก สร้างอาชีพ สร้างรายได้ และสร้างความมั่นคงให้กับสังคมไทย ในยุคสังคมสูงวัยและที่สำคัญคือ สร้างคุณค่าให้แก่สังคมไทย ในการดูแลผู้สูงอายุอย่างมีมาตรฐานและยั่งยืน อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ กล่าวในที่สุด