ธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ พร้อมคณะ ได้เข้าเยี่ยมและหารือกับผู้แทน MOA ณ ฟาร์มเกษตรธรรมชาติโอฮิโตะ (Ohito Natural Agriculture Farm – MOA) ซึ่งตั้งอยู่ในเมืองอิซุโนคุนิ จังหวัดชิซุโอกะ ประเทศญี่ปุ่น เพื่อแลกเปลี่ยนแนวคิดและกำหนดแนวทางการดำเนินงานร่วมกัน ภายใต้กรอบความร่วมมือที่มุ่งเน้นการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างสมดุล ทั้งด้านอาหาร เกษตร ศิลปวัฒนธรรม สุขภาพ และการเรียนรู้ตลอดชีวิต
ในการหารือร่วมกันระหว่างตัวแทนจาก MOA และกรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) ครั้งนี้ ทั้งสองฝ่ายได้ร่วมกันวางรากฐานเพื่อกระชับความสัมพันธ์และขยายขอบเขตความร่วมมือในอนาคต โดยมุ่งเน้นการสร้างความยั่งยืนผ่านการพัฒนาคน และการเชื่อมโยงองค์ความรู้สู่ภาคปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม
หัวใจสำคัญประการแรกของความร่วมมือ คือ การพัฒนาบุคลากรและศักยภาพของครู โดย MOA ให้ความสำคัญกับ “การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์” ในฐานะกุญแจสำคัญของการพัฒนาประเทศ และมุ่งส่งเสริมให้ครูและบุคลากรของ สกร. พัฒนาทักษะสู่การเป็น “วิทยากรผู้เชี่ยวชาญ” ที่สามารถถ่ายทอดองค์ความรู้ จัดกระบวนการเรียนรู้ และขับเคลื่อนการเรียนรู้ตลอดชีวิตให้แก่ประชาชนได้อย่างต่อเนื่องและยั่งยืน
เพื่อให้สอดคล้องกับ บริบทด้านบทบาท ภารกิจ และโครงสร้างการดำเนินงานของหน่วยงานในปัจจุบัน ที่ประชุมจึงเห็นพ้องร่วมกันให้มีการปรับปรุงบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) จากเดิมที่ดำเนินการร่วมกับ กศน. ให้สอดคล้องกับบทบาทของกรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) ตามพระราชบัญญัติส่งเสริมการเรียนรู้ พ.ศ. 2566 พร้อมทั้งกำหนดให้มีการทบทวนและสรุปผลการดำเนินงานทุก ๆ 3 ปี เพื่อให้ข้อตกลงมีความเหมาะสม ทันสมัย และสอดรับกับทิศทางการพัฒนาการเรียนรู้ในแต่ละช่วงเวลา
นอกจากนี้ ฝ่ายไทยได้เสนอแนวทางเชิงรุกในการขยายขอบเขตกิจกรรม ณ ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาการเรียนรู้ทางวิทยาศาสตร์ (ท้องฟ้าจำลองกรุงเทพ) เพื่อพัฒนาให้เป็นพื้นที่ต้นแบบหรือโมเดลจำลองของ MOA Group ในเขตเมือง โดยบูรณาการองค์ความรู้ 3 มิติหลัก ได้แก่ มิติด้านศิลปวัฒนธรรมที่เชื่อมโยงกับการเรียนรู้ มิติด้านเกษตรธรรมชาติ (MOA Nature Farming) เพื่อส่งเสริมเกษตรปลอดภัย และมิติด้านการวิจัยสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ พร้อมเชื่อมโยงข้อมูลกับศูนย์วิจัยของ MOA เพื่อสร้างฐานองค์ความรู้ที่มีความน่าเชื่อถือให้กับประชาชน
เป้าหมายสำคัญอย่างหนึ่งของความร่วมมือในครั้งนี้ คือ การเชื่อมโยงการเรียนรู้เข้าสู่ระบบคุณวุฒิ เพื่อสร้างโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงองค์ความรู้ได้ง่ายและเป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น โดยมีแนวคิดในการพัฒนาระบบการออกวุฒิบัตรหรือการสะสมหน่วยกิต (Credit Bank) สำหรับผู้ผ่านการอบรม ซึ่งไม่เพียงเป็นการรับรองผลการเรียนรู้เท่านั้น แต่ยังเป็นการสร้างมูลค่าและยกระดับการเรียนรู้ตลอดชีวิตให้เกิดผลสัมฤทธิ์อย่างแท้จริงในสังคมไทย
ในช่วงท้ายของการหารือ ฝ่าย MOA ได้สะท้อนถึงเหตุผลสำคัญที่นำ “เกษตรธรรมชาติ” ควบคู่กับ “หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง” มาเป็นแนวทางหลักในการดำเนินงาน เนื่องจากทั้งสองแนวคิดมีจุดร่วมสำคัญคือ การเคารพธรรมชาติ การใช้ทรัพยากรอย่างรู้คุณค่า การพึ่งพาตนเองอย่างพอประมาณ และการพัฒนามนุษย์ให้เติบโตควบคู่ทั้งกาย ใจ และปัญญา โดย MOA เชื่อว่า เกษตรธรรมชาติไม่ใช่เพียงรูปแบบการผลิตอาหาร แต่เป็น “กระบวนการเรียนรู้ชีวิต” ที่ช่วยปลูกฝังจิตสำนึกด้านสิ่งแวดล้อม สุขภาพ และความสมดุลของการดำรงชีวิต ซึ่งสอดคล้องกับหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงของประเทศไทยอย่างลึกซึ้ง
ภายหลังการหารือ อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ พร้อมคณะ ได้เยี่ยมชมแปลงเกษตรวิจัยของโครงการ MOA ซึ่งเป็นพื้นที่ต้นแบบในการทดลองและพัฒนาแนวทางเกษตรธรรมชาติอย่างเป็นระบบ โดยออกแบบให้เป็นแหล่งเรียนรู้เชิงปฏิบัติ ครอบคลุมตั้งแต่การฟื้นฟูดิน การคัดเลือกพันธุ์พืช การดูแลพืชโดยไม่ใช้สารเคมีสังเคราะห์ ตลอดจนการติดตามผลด้านสิ่งแวดล้อม สุขภาพ และคุณภาพชีวิตของชุมชนโดยรอบ ควบคู่กับการเยี่ยมชม wellness garden ซึ่งเป็นพื้นที่เรียนรู้นอกห้องเรียนที่ส่งเสริมการดูแลสุขภาวะกายและใจ ผ่านการเรียนรู้เชิงประสบการณ์จากธรรมชาติ
จากนั้น คณะได้แวะเยี่ยมอาคารอบรม MOA ซึ่งเป็นสถานที่สำหรับการฝึกอบรมและที่พัก รวมทั้งเยี่ยมชมอาคารปีกนก ซึ่งเป็นพื้นที่บูรณาการการดูแลสุขภาพตามแนวทางโอะขุอะตามิเรียวอิน (MOA) ที่เน้นการฟื้นฟูสุขภาวะแบบองค์รวม ปลอดสารเคมี โดยมีโปรแกรมส่งเสริมสุขภาพตามแนวคิดของโอกาดะ อาทิ การบำบัดและส่งเสริมสุขภาพผ่านอาหารธรรมชาติ กายภาพบำบัด การออกกำลังกาย และการผ่อนคลาย ควบคู่กับกิจกรรมศิลปะและธรรมชาติบำบัด ตลอดจนการเรียนรู้ร่วมกับชุมชนและอาสาสมัคร ซึ่งล้วนมุ่งสร้างสมดุลของกายและใจ และยกระดับคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืน
ในการเยี่ยมชมครั้งนี้ คณะยังได้แลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นกับนักวิจัยและผู้ปฏิบัติงานของ MOA อย่างใกล้ชิด พร้อมรับฟังแนวคิดในการนำพื้นที่เกษตรวิจัยและศูนย์สุขภาวะไปใช้เป็น “ห้องเรียนธรรมชาติ” สำหรับถ่ายทอดองค์ความรู้สู่ครู นักศึกษา และประชาชนทั่วไป ซึ่งสามารถต่อยอดเป็นรูปแบบการเรียนรู้ตลอดชีวิตที่ผสมผสานทั้งวิทยาศาสตร์ ภูมิปัญญา และการเรียนรู้จากประสบการณ์จริง อันจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาต้นแบบการเรียนรู้ด้านเกษตร สุขภาพ และสิ่งแวดล้อมของกรมส่งเสริมการเรียนรู้ในระยะต่อไป