วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2569 ดร.เกศทิพย์ ศุภวานิช อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) เป็นประธานเปิดการประชุมชี้แจงแนวทางการดำเนินงานจัดสอบวัดความรู้ด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ (E-Exam) ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2568 โดยมีผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบการจัดสอบจากทั่วประเทศเข้าร่วมประชุมรวม 149 คน จัดประชุมทั้งในรูปแบบ On-site และ Online ณ โรงแรมบียอนด์ สวีท บางพลัด กรุงเทพมหานคร และผ่านระบบ Zoom เพื่อเตรียมความพร้อมในการดำเนินการจัดสอบเยียวยาให้แก่ผู้เรียนที่พลาดโอกาสในการสอบ N-NET เมื่อวันที่ 14–15 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ผ่านมา ซึ่งมีสถิติผู้เข้าสอบประมาณ ร้อยละ 80
อธิบดี สกร. เยี่ยมให้กำลังใจผู้เข้าร่วมประชุม พร้อมมอบแนวทางและข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย โดยเน้นย้ำว่า การสอบ E-Exam เป็นเครื่องมือสำคัญในการเยียวยาหรือชดเชยโอกาสทางการศึกษาให้แก่ผู้เรียนที่พลาดการสอบ N-NET เพื่อให้สามารถสำเร็จการศึกษาได้พร้อมกับเพื่อน ๆ และนำวุฒิการศึกษาไปใช้ประโยชน์ต่อยอดในอนาคตได้อย่างแท้จริง พร้อมกำชับให้เจ้าหน้าที่ทุกระดับเตรียมความพร้อมอย่างรอบด้าน โดยเฉพาะการแก้ไขปัญหาทางเทคนิคที่เคยเกิดขึ้นในอดีต ทั้งด้านมาตรฐานการจัดสอบ การสร้างความเข้าใจแก่ผู้ปฏิบัติงาน และการปรับปรุงเครื่องแม่ข่าย (Server) ให้พร้อมรองรับการจัดสอบอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้การดำเนินการเป็นไปด้วยความเรียบร้อย โปร่งใส และเชื่อถือได้
จากนั้น อธิบดี สกร. ได้มอบนโยบายการขับเคลื่อนองค์กรภายใต้ พระราชบัญญัติส่งเสริมการเรียนรู้ พ.ศ. 2566 โดยชี้ให้เห็นถึงความแตกต่างระหว่าง กศน. เดิม กับ สกร. ในปัจจุบัน ที่มีภารกิจใหม่ครอบคลุมประชาชนทุกช่วงวัยทั่วประเทศกว่า 66 ล้านคน พร้อมย้ำถึงความสำคัญของการศึกษากฎหมายฉบับนี้อย่างละเอียด เพื่อใช้เป็นกรอบการดำเนินงานของหน่วยงาน และเป็นการเตรียมพร้อมรองรับการประเมินผลการใช้กฎหมายที่จะเกิดขึ้นในปี 2569 ซึ่งถือเป็นช่วงเวลาสำคัญในการวางรากฐานและเร่งขับเคลื่อนภารกิจให้เห็นผลอย่างเป็นรูปธรรม
อธิบดีฯ ได้เน้นย้ำการปรับแนวคิดและทัศนคติ (Mindset) ในการทำงานให้สอดคล้องกับยุคใหม่ เช่น การไม่ใช้คำว่า “ผู้ไม่รู้หนังสือ” แต่ให้มองว่าเป็น “ผู้ที่ไม่รู้ภาษาไทย” และต้องจัดการเรียนรู้ที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้เรียนอย่างแท้จริง โดยส่งเสริมการเรียนในทักษะที่สามารถนำไปใช้ได้จริง เช่น คอมพิวเตอร์ หรือภาษาอังกฤษ เพื่อเพิ่มโอกาสทางอาชีพและคุณภาพชีวิต
นอกจากนี้ ยังได้วางแนวทางสำคัญเรื่อง “การเรียนรู้แบบมี Record” โดยผลักดันให้เกิดระบบ Credit Bank อย่างเป็นรูปธรรม เพื่อให้การเรียนรู้ของประชาชนมีมาตรฐานและคุณภาพ สามารถสะสมหน่วยกิตจากหลักสูตรระยะสั้นหรือประสบการณ์ไปสู่คุณวุฒิตามระดับได้จริง พร้อมทั้งเน้นย้ำการทำงานเชิงรุกผ่านภาคีเครือข่าย โดยให้ความสำคัญกับการสร้างความร่วมมือกับชุมชนและหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อขยายโอกาสการเรียนรู้ให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างทั่วถึง
ในโอกาสนี้ อธิบดีฯ ยังได้กล่าวถึงแนวทางการพัฒนา ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาการเรียนรู้ทางวิทยาศาสตร์ (ท้องฟ้าจำลอง กรุงเทพฯ) ให้เป็นโมเดลการเรียนรู้สำหรับทุกช่วงวัย เพื่อให้เป็นพื้นที่เรียนรู้ที่สอดคล้องกับพระราชบัญญัติส่งเสริมการเรียนรู้ พ.ศ. 2566 รวมทั้งการขับเคลื่อนโครงการด้านการสร้างความรักชาติ เช่น “โครงการ สกร.รวมใจ สร้างสื่อสานสายใยพี่น้องไทย รักบ้านเกิดเมืองนอน” และการประกวดคลิปเพลง “บ้านเกิดเมืองนอน” เพื่อปลูกฝังจิตสำนึกและความภาคภูมิใจในท้องถิ่น
อีกทั้งยังได้สะท้อนข้อมูลจากผลสำรวจการรณรงค์การเลือกตั้งที่พบว่า ยังมีประชาชนกลุ่มอายุ 18 ปีขึ้นไปจำนวนมากที่ไม่มีวุฒิการศึกษา ซึ่งถือเป็นภารกิจสำคัญของ สกร. ในการดึงคนกลุ่มนี้กลับเข้าสู่ระบบการเรียนรู้ พร้อมเน้นย้ำให้ใช้ข้อมูลเชิงสถิติและการจัดเก็บข้อมูลอย่างเป็นระบบเป็นฐานในการพัฒนาหลักสูตรให้ตรงกับกลุ่มเป้าหมาย
ท้ายที่สุด อธิบดี สกร. ได้กล่าวถึงความก้าวหน้าของบุคลากร โดยระบุว่า ขณะนี้กำลังเร่งจัดทำโครงสร้างและกรอบอัตรากำลังใหม่ร่วมกับสถาบันนิด้า เพื่อให้สอดคล้องกับภาระงานจริง (Workload) และเดินหน้าผลักดันแนวทางการพัฒนาสถานะบุคลากร ทั้งการปรับเส้นทางความก้าวหน้าในสายงาน การสนับสนุนโอกาสเติบโต รวมถึงการประสานคุรุสภาเพื่อปลดล็อกเงื่อนไขใบประกอบวิชาชีพสำหรับผู้ที่ต้องการพัฒนาตนเองในสายงานนิเทศการศึกษา โดยได้กล่าวชื่นชมบุคลากร สกร. ว่าเป็น “นักปฏิบัติ” ที่สามารถขับเคลื่อนงานได้อย่างรวดเร็วแม้อยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่าน และเป็นพลังสำคัญในการผลักดันภารกิจให้เกิดผลสัมฤทธิ์ตามกรอบเวลาที่กำหนด
การประชุมดังกล่าวสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของกรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) ในการยกระดับระบบการสอบให้มีมาตรฐาน โปร่งใส และเชื่อถือได้ เพื่อสร้างโอกาสทางการศึกษาให้ประชาชนทุกกลุ่มอย่างทั่วถึงและเท่าเทียม พร้อมต่อยอดสู่คุณภาพชีวิตและการประกอบอาชีพในอนาคตได้อย่างแท้จริง