กรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) เข้าร่วมการประชุมคณะกรรมการระดับชาติ ครั้งที่ 1/2569 เพื่อขับเคลื่อนนโยบาย Thailand Zero Dropout PLUS อย่างเป็นรูปธรรม โดยมี พลตำรวจเอก เพิ่มพูน ชิดชอบ เป็นประธานกรรมการ พร้อมด้วยผู้บริหารระดับสูงจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง ขณะที่ผู้จัดการ กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ปฏิบัติหน้าที่กรรมการและเลขานุการ และ ดร.เกศทิพย์ ศุภวานิช อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ ในฐานะกรรมการและเลขานุการร่วม เข้าร่วมประชุมและผลักดันการดำเนินงานเชิงนโยบายร่วมกัน
สกร. มีผู้บริหารร่วมประชุมเพิ่มเติม ได้แก่ นายโยฑิน สมโนนนท์ ผู้อำนวยการกองส่งเสริมและพัฒนานวัตกรรมการเรียนรู้ และ นายวรพงษ์ น่วมอินทร์ ผู้อำนวยการกลุ่มเทคโนโลยีดิจิทัลและสารสนเทศ ซึ่งร่วมสนับสนุนการนำเสนอข้อมูลเชิงระบบและแนวทางพัฒนาแพลตฟอร์มดิจิทัลเพื่อขับเคลื่อนนโยบายอย่างมีประสิทธิภาพ
ในการประชุมครั้งนี้ สกร. ได้นำเสนอความคืบหน้าการดำเนินงานปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 โดยถอดบทเรียนความสำเร็จจาก “บุรีรัมย์โมเดล” (Buriram Zero Dropout Model : BZDM) ซึ่งสามารถนำเด็กและเยาวชนกลับเข้าสู่ระบบการศึกษาสังกัดต่าง ๆ ได้แล้วจำนวน 21,201 คน (ข้อมูล ณ วันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2569) โดยส่วนใหญ่เข้าสังกัด สกร. คิดเป็นร้อยละ 40.35 พร้อมทั้งให้ความช่วยเหลือแบบรอบด้าน ทั้งด้านการศึกษา การอุปโภคบริโภค การพัฒนาทักษะอาชีพ และการดูแลสุขภาพ สามารถช่วยเหลือผู้ประสงค์รับความช่วยเหลือได้แล้วร้อยละ 46.27 สะท้อนถึงกลไกการทำงานที่บูรณาการอย่างเป็นระบบ
กลไกสำคัญในการขับเคลื่อนงานประกอบด้วย 2 แพลตฟอร์มหลัก ได้แก่ DOLE Zero Dropout สำหรับการสำรวจ คัดกรอง ติดตาม และให้ความช่วยเหลือรายบุคคล และ DOLE OOSCY Platform สำหรับบริหารจัดการหลักสูตรยืดหยุ่นและการเรียนรู้ระดับพื้นที่ ซึ่งเป็นฐานข้อมูลสำคัญในการติดตามเด็กและเยาวชนอย่างแม่นยำและต่อเนื่อง
สำหรับปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 สกร. เตรียมยกระดับฐานข้อมูลร่วมกับ กสศ. โดยดำเนินการ “ปูพรมสำรวจ” เด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษา อายุ 3–18 ปี จำนวน 603,095 คนทั่วประเทศ ในช่วงเดือนเมษายน 2569 ควบคู่กับการพัฒนาแพลตฟอร์มรองรับข้อมูลชุดใหม่ และขับเคลื่อนมาตรการ “Learn to Earn” เพื่อสนับสนุนงบประมาณด้านทักษะชีวิตและทักษะอาชีพที่สอดคล้องกับความสนใจของเด็กและเยาวชน อันจะช่วยสร้างแรงจูงใจและโอกาสในการกลับเข้าสู่เส้นทางการเรียนรู้
ในส่วนของกลุ่มอายุ 6–15 ปี ซึ่งเป็นวัยการศึกษาภาคบังคับ แนวทางหลักคือการส่งต่อเข้าสู่ระบบของ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน อย่างไรก็ตาม ในทางปฏิบัติยังพบข้อจำกัดด้านเศรษฐกิจและปัจจัยทางสังคมที่ทำให้เด็กบางส่วนไม่สามารถเข้าสู่ระบบได้ จึงจำเป็นต้องอาศัยกลไกสนับสนุนจากกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษาและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เด็กสามารถเข้าสู่ระบบและคงอยู่ในระบบได้อย่างต่อเนื่อง โดยการกำหนดรูปแบบการทำงานที่ชัดเจน มีแนวปฏิบัติร่วมกัน และจัดการฐานข้อมูลให้เป็นเอกภาพ ไม่ซ้ำซ้อน จะเป็นหัวใจสำคัญของการขับเคลื่อนนโยบาย Zero Dropout ให้เกิดผลอย่างแท้จริง
ที่ประชุมยังได้มอบหมายให้ สกร. จัดทำโมเดลและกระบวนการชุดความรู้ที่เป็นรูปธรรม ครอบคลุมการป้องกัน แก้ไข ส่งต่อ และติดตามดูแลเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษาที่มีปัญหาเฉพาะกรณี เช่น กรณีตั้งครรภ์ก่อนวัยอันควร ให้มีแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจนเป็นขั้นตอน พร้อมทั้งเห็นชอบแนวทางการจัดการศึกษาที่ยืดหยุ่นและมีคุณภาพ มุ่งสู่ระบบ Learning Passport เพื่อป้องกันการหลุดจากระบบและสนับสนุนการกลับเข้าสู่เส้นทางการเรียนรู้ ผ่านการพัฒนา Flexible Learning ที่ครอบคลุมทักษะดิจิทัล ทักษะทางอารมณ์และสังคม และทักษะการเป็นผู้ประกอบการ
การประชุมครั้งนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของทุกภาคส่วนในการสร้างระบบการศึกษาที่เข้าถึงได้ เท่าเทียม และไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง พร้อมเดินหน้าผลักดันเป้าหมาย “Zero Dropout” ให้เกิดผลสัมฤทธิ์อย่างเป็นรูปธรรมในระดับประเทศ เพื่อให้เด็กและเยาวชนทุกคนมีโอกาสกลับคืนสู่เส้นทางการเรียนรู้และอนาคตที่มั่นคงอย่างยั่งยืน