อธิบดี สกร. ติดตามผลการเข้าร่วมเวทีเสวนา “ทลายกำแพงที่ปิดกั้นโอกาสทางการศึกษาของคนพิการ”

วันที่ 4 มีนาคม 2569 เวลา 13.00 – 16.00 น. อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ มอบหมายให้นางสาวบุปผาชาติ เรืองกูล รองผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำจังหวัดสตูล ปฏิบัติหน้าที่ผู้อำนวยการศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้กลุ่มเป้าหมายพิเศษ เข้าร่วมเวทีเสวนาระดมความคิดเห็นในหัวข้อ “การทลายกำแพงที่ปิดกั้นโอกาสทางการศึกษาของคนพิการ” โดยมีนายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา เป็นประธานกล่าวเปิดการเสวนา ณ ห้องจัดเลี้ยง 102–104 ชั้น 1 อาคารรัฐสภา กรุงเทพมหานคร

การเสวนาครั้งนี้มีเป้าหมายสำคัญในการเปิดพื้นที่ให้คนพิการทุกประเภทได้สะท้อนประสบการณ์จริงของสังคมที่เป็น “กำแพง” หรืออุปสรรคต่อการเข้าถึงการศึกษา พร้อมทั้งร่วมกันเสนอแนวทางเชิงนโยบายและเชิงปฏิบัติในการ “ทลายกำแพง” ดังกล่าว เพื่อพัฒนาระบบการศึกษาที่เคารพสิทธิ คำนึงถึงศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ และสร้างโอกาสทางการเรียนรู้ที่เท่าเทียมสำหรับทุกคน โดยดำเนินการผ่านกระบวนการระดมความคิดเห็นในรูปแบบกลุ่มตามประเภทความพิการ

จากการอภิปรายในแต่ละกลุ่ม ได้สะท้อนให้เห็นถึง “กำแพง” ที่เป็นอุปสรรคสำคัญต่อการเข้าถึงการศึกษา ทั้งในมิติของโครงสร้างระบบ ทัศนคติ การบริหารจัดการ และทรัพยากรที่จำเป็นต่อการเรียนรู้

สำหรับ กลุ่มคนพิการทางการมองเห็น ซึ่งกรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) ได้เข้าร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นนั้น พบว่าปัญหาหลัก ได้แก่ การเข้าถึงสื่อการเรียนรู้ เช่น หนังสืออักษรเบรลล์ หนังสือเสียง และเทคโนโลยีช่วยการเรียนรู้ที่ยังมีต้นทุนสูงและผลิตไม่ทันต่อความต้องการ ขาดหน่วยงานกลางในการจัดการสื่อและเทคโนโลยีช่วยการเรียนรู้ รวมถึงทัศนคติของผู้ปกครอง ผู้บริหาร และครูบางส่วนที่ยังไม่มั่นใจต่อระบบการเรียนรวม ขณะที่งบประมาณสนับสนุนรายหัวในบางกรณียังไม่เพียงพอ

ข้อเสนอสำคัญจากกลุ่มนี้ ได้แก่ การจัดตั้งศูนย์กลางด้านสื่อและเทคโนโลยีเพื่อคนพิการ เพื่อให้การผลิตและจัดหาสื่อมีมาตรฐานและลดต้นทุน เพิ่มงบประมาณสนับสนุนด้านซอฟต์แวร์และแอปพลิเคชันสำหรับผู้พิการ ตลอดจนบรรจุเนื้อหาเกี่ยวกับความพิการในหลักสูตรการผลิตและพัฒนาครู เพื่อสร้างความเข้าใจและทัศนคติเชิงบวกต่อการจัดการเรียนรวม พร้อมทั้งพัฒนาระบบฐานข้อมูลสถิติที่สอดคล้องกันเพื่อใช้ในการวางแผนนโยบาย

ขณะที่ กลุ่มคนพิการทางการได้ยิน สะท้อนปัญหาการขาดแคลนล่ามภาษามือ งบประมาณสนับสนุนที่ไม่เพียงพอ รวมถึงข้อจำกัดในการเลือกสาขาวิชาในระดับอุดมศึกษา และภาระค่าใช้จ่ายต่อเนื่องของครอบครัว ข้อเสนอสำคัญคือการเพิ่มอัตรากำลังล่ามภาษามือในทุกระดับการศึกษา การกำหนดนโยบายที่เปิดโอกาสให้ผู้พิการสามารถเลือกเรียนได้ทุกสาขาโดยไม่ถูกจำกัดจากอคติ ตลอดจนการยอมรับภาษามือเป็นภาษาหลักของผู้เรียนและส่งเสริมการจัดการเรียนรู้แบบสองภาษา

ในส่วนของ กลุ่มคนพิการทางการเคลื่อนไหวหรือร่างกาย พบว่าปัญหาหลักคือสภาพแวดล้อมและระบบขนส่งที่ไม่เอื้อต่อการเดินทางมาเรียน ขั้นตอนเอกสารและสิทธิที่ซับซ้อน รวมถึงระบบการจัดการเรียนการสอนที่ยังไม่สอดคล้องกับความต้องการเฉพาะบุคคล โดยมีข้อเสนอให้บังคับใช้หลักการออกแบบเพื่อทุกคน (Universal Design) อย่างจริงจัง บูรณาการข้อมูลสิทธิของผู้พิการเข้าสู่ระบบฐานข้อมูลกลาง เพื่อลดภาระด้านเอกสาร พร้อมทั้งพัฒนาระบบการเรียนรู้ทางไกลควบคู่กับการสนับสนุนอุปกรณ์ และเชื่อมโยงการศึกษาเข้ากับตลาดแรงงานตั้งแต่ต้นทาง

สำหรับ กลุ่มคนพิการทางสติปัญญา ออทิสติก และการเรียนรู้ ได้สะท้อนถึงปัญหาทัศนคติและความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนของสังคม ครูขาดความรู้เฉพาะทางและเครื่องมือในการจัดการเรียนรู้รายบุคคล รวมถึงกลไกคุ้มครองสิทธิที่ยังไม่เข้มแข็ง โดยเสนอให้มีการพัฒนาครูเฉพาะทางและระบบแผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคล (IEP) ที่มีคุณภาพ จัดตั้งระบบกำกับดูแลและรับเรื่องร้องเรียนที่เข้าถึงได้ง่าย รวมทั้งจัดทำ “แผนที่เส้นทางชีวิตการศึกษา” เพื่อเชื่อมโยงบริการด้านการศึกษา การพัฒนาทักษะอาชีพ และการดำรงชีวิตอย่างอิสระในทุกช่วงวัย

นอกจากนี้ เวทีเสวนายังได้เสนอแนวทางเชิงระบบร่วมกัน อาทิ การบูรณาการนโยบายระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น ด้านการศึกษา มหาดไทย คมนาคม และแรงงาน การเพิ่มงบประมาณที่มีความยืดหยุ่นตามความจำเป็นเฉพาะบุคคล การพัฒนาฐานข้อมูลกลางและกลไกติดตามประเมินผลที่โปร่งใส ตลอดจนการปรับมุมมองของสังคมจากการมองผู้พิการเป็น “ภาระ” ไปสู่การมองว่าเป็น “พลัง” ที่มีศักยภาพ

การทลายกำแพงดังกล่าวจะนำไปสู่การพัฒนาระบบการศึกษาที่เข้าถึงได้อย่างแท้จริง มีความเสมอภาค และไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง โดยยึดหลักสิทธิ ความเท่าเทียม และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของทุกคนเป็นศูนย์กลาง ซึ่งสอดคล้องกับภารกิจของกรมส่งเสริมการเรียนรู้ในการสร้างโอกาสทางการเรียนรู้ให้กับประชาชนทุกกลุ่มอย่างทั่วถึงและเป็นธรรม