วันอาทิตย์ที่ 8 มีนาคม 2569 ดร.เกศทิพย์ ศุภวานิช อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) ร่วมเวทีเสวนาหัวข้อ “ทิศทางการพัฒนาการศึกษาไทยในยุคพลิกโฉมดิจิทัล” สำหรับนักบริหารระดับสูง โดยถ่ายทอดวิสัยทัศน์การขับเคลื่อนองค์กรยุคใหม่ พร้อมแนวทางยกระดับการศึกษาไทยให้เข้าถึงประชาชนทุกช่วงวัยอย่างทั่วถึงและยั่งยืน ณ สถาบันพัฒนาครู คณาจารย์ และบุคลากรทางการศึกษา
อธิบดี สกร. กล่าวถึงประสบการณ์จากการบ่มเพาะในหลักสูตรนักบริหารระดับสูง นบส. รุ่นที่ 7 ซึ่งหล่อหลอมให้เป็นผู้บริหารที่คิดเร็ว กล้าตัดสินใจ และกล้าแสดงความคิดเห็น พร้อมเน้นย้ำว่า “เครือข่ายที่เข้มแข็ง” คือหัวใจสำคัญของการบริหารงาน เพราะไม่มีองค์กรใดสามารถพัฒนาทุกอย่างได้เพียงลำพัง แต่เครือข่ายของเพื่อนร่วมรุ่นและพันธมิตรจะเป็น “ทางลัด” ที่ช่วยให้งานสำเร็จได้อย่างรวดเร็ว เปรียบเสมือนการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในยุคปัจจุบัน
อธิบดี สกร. ยังเปิดเผยถึงแนวคิดในการเตรียมความพร้อมก่อนเข้ารับตำแหน่ง เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2568 โดยใช้เวลาเตรียมตัวล่วงหน้าถึง 1 เดือน เพื่อศึกษาภารกิจของกรมส่งเสริมการเรียนรู้อย่างละเอียด โดยยึด พระราชบัญญัติส่งเสริมการเรียนรู้ พ.ศ. 2566 เป็นกรอบสำคัญ จนสามารถเข้าใจบทบาทของ สกร. อย่างถ่องแท้ และเริ่มขับเคลื่อนงานได้ทันทีตั้งแต่วันแรก โดยย้ำหลักคิดสำคัญว่า“ผู้นำต้องเตรียมตัวให้พร้อม อย่าให้องค์กรเสียเวลากับตัวผู้นำ”
ภายใต้กฎหมายใหม่ อธิบดี สกร. ได้กำหนดยุทธศาสตร์สำคัญในการพลิกโฉมบทบาทของ สกร. จาก “ผู้สอน” สู่ “ผู้ส่งเสริมการเรียนรู้” โดยมุ่งเน้นการตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนเป็นศูนย์กลาง ภารกิจของ สกร. จึงครอบคลุมกลุ่มเป้าหมายทุกช่วงวัย ตั้งแต่เด็กแรกเกิดจนถึงผู้สูงอายุ ผ่านการเรียนรู้ 3 รูปแบบ ได้แก่
ซึ่งมีเป้าหมายสูงสุดคือ การเปลี่ยนพฤติกรรมผู้เรียนให้เป็น “ต้นแบบของสังคม” ตามเจตนารมณ์ของมาตรา 5 แห่ง พ.ร.บ. ส่งเสริมการเรียนรู้ พ.ศ. 2566 กำหนดวัตถุประสงค์หลักเพื่อพัฒนาบุคคลให้มีคุณภาพสมบูรณ์ ทั้งร่างกาย จิตใจ อารมณ์ สังคม และสติปัญญา เน้นเป็นคนดี มีวินัย มีความภูมิใจในชาติ และดำรงชีวิตตามหลักความพอเพียง รวมถึงพัฒนาทักษะการเรียนรู้ อาชีพ และชีวิต ให้สอดคล้องกับโลกที่เปลี่ยนแปลง
ในด้านการใช้เทคโนโลยี อธิบดี สกร. ระบุว่า ICT และ AI จะเป็น “พาหนะสำคัญ” ในการเข้าถึงประชาชนกว่า 60 ล้านคน แม้ สกร. จะมีงบประมาณและทรัพยากรบุคคลจำนวนจำกัด แต่ต้องดูแลการเรียนรู้ของคนทั้งประเทศ จึงจำเป็นต้องใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือสำคัญในการขยายโอกาสการเรียนรู้ พร้อมยกตัวอย่างความสำเร็จจากการใช้ระบบออนไลน์พัฒนาครูและผู้บริหารกว่า 400,000 คน ซึ่งมีส่วนช่วยยกระดับผลการประเมิน PISA ของประเทศไทย ซึ่งคาดว่าจะพัฒนาขึ้นอย่างก้าวกระโดด
นอกจากนี้ ยังเน้นย้ำว่าผู้บริหารยุคใหม่ต้องมีมนุษยสัมพันธ์ที่ดีและสามารถสร้างเครือข่ายความร่วมมือ เพื่อดึงทรัพยากรจากภาคีต่าง ๆ มาร่วมขับเคลื่อนงาน โดยที่ผ่านมา สกร. ได้ร่วมมือกับหลายองค์กรสำคัญ ทั้งภาครัฐและเอกชน อาทิ กลุ่ม CP สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) และบริษัท Sea (ประเทศไทย) เจ้าของแพลตฟอร์ม Shopee มูลนิธิ MOA Thai Foudation มูลนิธิประเทศไทยใสสะอาด กระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม รวมถึงมูลนิธิ iCare Thailand เป็นต้น เพื่อให้การทำงานสามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างกว้างขวาง
สำหรับการบริหารบุคลากร อธิบดี สกร. ให้ความสำคัญกับการดูแลบุคลากรกว่า 22,000 คน ในทุกระดับประเภท ทั้งข้าราชการและพนักงานราชการ โดยได้พัฒนาระบบ ID Plan เพื่อสนับสนุนเส้นทางความก้าวหน้าในอาชีพ รวมถึงการเสนอขอเครื่องราชอิสริยาภรณ์ให้แก่บุคลากรอย่างเหมาะสมโดยไม่ต้องร้องขอ พร้อมย้ำแนวคิดว่า
“ผู้บริหารต้องดูแลลูกน้องเหมือนหัวหน้าครอบครัว เพื่อให้ทุกคนทำงานอย่างเต็มที่และมีความสุข”
ในช่วงท้าย อธิบดี สกร. ได้ฝากข้อคิดถึงผู้บริหารว่า การมองโลกในแง่บวกจะช่วยสร้างพลังในการทำงาน และทำให้การขับเคลื่อนภารกิจสำคัญเกิดขึ้นได้อย่างมีความสุข พร้อมยืนยันความตั้งใจที่จะใช้ กรมส่งเสริมการเรียนรู้ เป็นกลไกสำคัญในการค้นหาและมอบโอกาสทางการศึกษาให้กับผู้ที่พลาดโอกาส เพื่อลดความเหลื่อมล้ำในสังคม
พร้อมประกาศเป้าหมายสำคัญว่า “สกร. จะอยู่ในใจทุกครัวเรือน”