ดร.เกศทิพย์ ศุภวานิช อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) ติดตามผลการประชุมรับฟังความคิดเห็นโครงการ Study on Out-of-School Children and Youth in Thailand ซึ่งจัดขึ้นผ่านระบบออนไลน์ โดยได้มอบหมายให้นายโยฑิน สมโนนนท์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ เข้าร่วมการประชุมดังกล่าว เพื่อร่วมแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นเชิงนโยบายและติดตามความก้าวหน้าการศึกษาวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขปัญหาเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษาในประเทศไทย
โครงการวิจัย Study on Out-of-School Children and Youth in Thailand ดำเนินการภายใต้ความร่วมมือและการสนับสนุนทุนจากองค์การทุนเพื่อเด็กแห่งสหประชาชาติ (UNICEF) ร่วมกับกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) และดำเนินการศึกษาโดยมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและพัฒนากรอบการดำเนินงานของประเทศไทยภายใต้แนวคิด 7 มิติของเด็กนอกระบบการศึกษา (7DE Model) เพื่อใช้เป็นแนวทางในการระบุ คัดกรอง และสนับสนุนเด็กและเยาวชนที่อยู่นอกระบบการศึกษา รวมถึงกลุ่มที่มีความเสี่ยงหลุดออกจากระบบ
ผลการศึกษาดังกล่าวมุ่งใช้เป็นข้อมูลเชิงประจักษ์สำหรับการกำหนดนโยบายและมาตรการสำคัญในการขับเคลื่อน นโยบาย Thailand Zero Dropout (TZD) ซึ่งมีเป้าหมายในการลดจำนวนเด็กที่หลุดออกจากระบบการศึกษา และส่งเสริมให้เด็กและเยาวชนทุกคนสามารถเข้าถึงโอกาสทางการศึกษาได้อย่างทั่วถึงและเท่าเทียม
ในการประชุม ได้มีการนำเสนอกรอบนิยามของ เด็กนอกระบบการศึกษา (Out-of-School Children) และ เด็กที่มีความเสี่ยงหลุดออกจากระบบ (At Risk of Dropping Out) โดยพิจารณาข้อมูลประกอบหลายมิติ อาทิ ข้อมูลด้านเศรษฐกิจและสภาพความเป็นอยู่ของครัวเรือน ซึ่งกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ได้นำข้อมูลนักเรียนมาวิเคราะห์เพื่อคำนวณ Poverty Score จากปัจจัยสำคัญ เช่น ภาระพึ่งพิงของครัวเรือน ความมั่นคงของที่อยู่อาศัย ลักษณะที่อยู่อาศัย การถือครองที่ดินทำกิน แหล่งน้ำใช้ แหล่งไฟฟ้า ยานพาหนะ และทรัพย์สินพื้นฐานในครัวเรือน เพื่อนำมาใช้ในการระบุเด็กที่มีความเสี่ยงต่อการหลุดออกจากระบบการศึกษา
นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้พิจารณาประเด็นสำคัญเกี่ยวกับการกำหนดนิยามและขอบเขตของเด็กนอกระบบในบริบทของประเทศไทย โดยเฉพาะการกำหนดขอบเขตของ “ระบบการศึกษา” ซึ่งปัจจุบันมีการเชื่อมโยงข้อมูลจากหลายหน่วยงาน ได้แก่ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน กรุงเทพมหานคร และกรมส่งเสริมการเรียนรู้ รวมถึงการพิจารณาช่วงอายุของกลุ่มเป้าหมาย เช่น การศึกษาขั้นพื้นฐาน (อายุ 3–18 ปี) และการศึกษาภาคบังคับ (อายุ 6–14 ปี) ซึ่งมีผลต่อการประเมินจำนวนเด็กที่อยู่นอกระบบการศึกษา
อีกประเด็นสำคัญคือ การพิจารณากลุ่มเด็กปฐมวัยที่ยังไม่เข้าสู่ระบบการศึกษา รวมถึงแนวทางการเชื่อมโยงฐานข้อมูลทะเบียนราษฎรกับฐานข้อมูลของกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อช่วยให้สามารถระบุเด็กที่หลุดออกจากระบบระหว่างทาง หรือเด็กที่ตกหล่นจากระบบการศึกษาได้อย่างแม่นยำมากยิ่งขึ้น
การประชุมครั้งนี้มีผู้แทนจากหน่วยงานสำคัญเข้าร่วม อาทิ กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงมหาดไทย กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา นักวิชาการด้านการศึกษา ตลอดจนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อร่วมกันให้ข้อคิดเห็นต่อกรอบการศึกษาและแนวทางการดำเนินงาน
ทั้งนี้ ข้อคิดเห็นจากการประชุมจะถูกนำไปใช้ในการปรับปรุงกรอบการศึกษาและพัฒนามาตรการเชิงนโยบาย เพื่อสนับสนุนการแก้ไขปัญหาเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษาในประเทศไทยอย่างเป็นรูปธรรม และสนับสนุนการขับเคลื่อนนโยบาย Thailand Zero Dropout ให้เกิดผลอย่างยั่งยืนต่อไป