ดร.เกศทิพย์ ศุภวานิช อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) เปิดวิสัยทัศน์การขับเคลื่อนการเรียนรู้ของประเทศตามพระราชบัญญัติส่งเสริมการเรียนรู้ พ.ศ. 2566 โดยมุ่งพัฒนาระบบการเรียนรู้ที่ตอบโจทย์ประชาชนทุกช่วงวัย ผ่านการเรียนรู้ตลอดชีวิตและการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล พร้อมเชื่อมโยงระบบธนาคารหน่วยกิต (Credit Bank) เพื่อยกระดับมาตรฐานการเรียนรู้ของคนไทย
การประชุมทบทวนรูปแบบและวิธีการจัดการเรียนรู้ตามแนวทางการจัด ส่งเสริม และสนับสนุนการเรียนรู้เพื่อการพัฒนาตนเอง ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 ซึ่งจัดขึ้น ณ ห้องประชุมสุนทร สุนันท์ชัย กรมส่งเสริมการเรียนรู้ มี ดร.รุ่งอรุณ ไสยโสภณ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ พร้อมด้วยผู้อำนวยการกอง/กลุ่มศูนย์ส่วนกลาง ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้จังหวัด และบุคลากรที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม เพื่อร่วมกันกำหนดทิศทางการจัดการเรียนรู้ของ สกร. ให้มีมาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ
อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้กล่าวว่า การยกระดับคุณภาพการเรียนรู้จำเป็นต้องมี “มาตรฐานกลาง” ที่ช่วยให้ทั้งผู้สอนและผู้เรียนสามารถพัฒนาศักยภาพได้อย่างแท้จริง โดยหนึ่งในแนวทางสำคัญคือการนำกรอบแนวคิดของ PISA มาประยุกต์ใช้กับระบบการเรียนรู้ของ สกร. เพื่อพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์และการประยุกต์ใช้ความรู้ในชีวิตจริง
“PISA เปรียบเสมือนโอลิมปิกทางการศึกษา เป็นมาตรฐานที่ช่วยสะท้อนคุณภาพการเรียนรู้ของผู้เรียนได้อย่างแท้จริง หากเรานำแนวคิดนี้มาปรับใช้กับการจัดการเรียนรู้ของ สกร. จะช่วยให้เกิดมาตรฐานคุณภาพเดียวกันในทุกพื้นที่” อธิบดี สกร. กล่าว
ในฐานะผู้ริเริ่มโครงการพัฒนาสมรรถนะนักเรียนไทยตามแนวทางการประเมินของ PISA เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งรองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ดร.เกศทิพย์ ได้ขยายผลแนวคิดดังกล่าวสู่ระบบการเรียนรู้ของ สกร. โดยเน้นการพัฒนาทักษะสำคัญ 3 ด้าน ได้แก่ การรู้เรื่องการอ่าน วิทยาศาสตร์ และคณิตศาสตร์ พร้อมทั้งส่งเสริมการใช้คลังข้อสอบออนไลน์ การจัดการเรียนรู้เชิงคิดวิเคราะห์ และการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและรูปแบบการเรียนรู้แบบ Gamification เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเรียนรู้ของผู้เรียน
แนวทางดังกล่าวจะเชื่อมโยงกับระบบ Credit Bank เพื่อให้ผลการเรียนรู้จากการเรียนรู้ตลอดชีวิต การเรียนรู้เพื่อการพัฒนาตนเอง และการเรียนรู้เพื่อคุณวุฒิตามระดับ สามารถสะสม เทียบโอน และรับรองมาตรฐานได้อย่างเป็นระบบ
อธิบดี สกร. ยังเน้นย้ำว่า กรมส่งเสริมการเรียนรู้ทำหน้าที่เป็น “พื้นที่แห่งโอกาส” สำหรับประชาชนทุกกลุ่ม โดยเฉพาะเด็กและเยาวชนที่อยู่นอกระบบการศึกษา เพื่อให้สามารถกลับเข้าสู่เส้นทางการเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้อย่างภาคภูมิใจ
“ผู้เรียนของ สกร. ไม่ใช่ผู้ที่พลาดโอกาส แต่คือผู้ที่กำลังสร้างอนาคตของตนเองผ่านการเรียนรู้” อธิบดี สกร. กล่าว
ทั้งนี้ การประชุมดังกล่าวยังได้หารือถึงแนวทางการทบทวนและปรับหลักเกณฑ์ รูปแบบ วิธีการจัดการเรียนรู้เพื่อการพัฒนาตนเอง โดยเฉพาะในด้านการพัฒนาทักษะชีวิต การพัฒนาสังคมและชุมชน เพื่อให้สอดคล้องต่อการนำไปใช้ในระดับพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพและเหมาะสม พร้อมกันนี้ ยังได้พิจารณาทบทวนแนวทางการจัดสรรงบประมาณสำหรับกิจกรรมดังกล่าว ผ่านงบดำเนินงานในรูปแบบรายหัวโดยปรับอัตราให้เหมาะสมและเพียงพอต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ส่งเสริมการพัฒนาหลักสูตรที่ได้รับการรับรองมาตรฐานจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ สถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ เพื่อให้การเรียนรู้สามารถนำไปต่อยอดสู่การพัฒนาอาชีพและคุณภาพชีวิตของประชาชนได้อย่างแท้จริง