วันที่ 13 สิงหาคม 2569 ดร.เกศทิพย์ ศุภวานิช อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ มอบหมายให้นายโยฑิน สมโนนนท์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ ร่วมหารือแนวทางการป้องกันปัญหาเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษา กับ นายนรินทร์ คูรานา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) School Bright และนางสาวภัณฑิรา เฟื่องเกษม ณ ห้องประชุมพิภพ กาญจนะ สำนักงานเลขานุการกรม
การประชุมครั้งนี้ได้รับเกียรติจากนางรุ่งอรุณ ไสยโสภณ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ ร่วมให้การต้อนรับ พร้อมด้วย ผู้อำนวยการกองส่งเสริมและพัฒนานวัตกรรมการเรียนรู้ เจ้าหน้าที่กองส่งเสริมและพัฒนานวัตกรรมการเรียนรู้ และผู้แทนกลุ่มเทคโนโลยีดิจิทัลและสารสนเทศ เข้าร่วมประชุม โดย ดร.เกศทิพย์ ศุภวานิช ได้เข้าร่วมมอบนโยบายสำคัญผ่านระบบออนไลน์ด้วย
อธิบดี สกร. กล่าวมอบนโยบายว่า การป้องกันเด็กและเยาวชนหลุดออกจากระบบต้องเริ่มตั้งแต่ต้นทาง โดยบูรณาการข้อมูลและความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อให้เด็กทุกคนได้รับโอกาสทางการศึกษาและพัฒนาศักยภาพอย่างเหมาะสมตามช่วงวัย
สำหรับเด็กและเยาวชนที่พ้นช่วงอายุการศึกษาภาคบังคับและหลุดออกจากระบบ สามารถเข้าสู่ระบบการเรียนรู้ของ สกร. เพื่อรับโอกาสทางการศึกษาและพัฒนาทักษะที่จำเป็น ส่วนเด็กที่ยังอยู่ในช่วงอายุการศึกษาภาคบังคับ ต้องประสานส่งต่อไปยังกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หากเด็กยังอยู่ในเกณฑ์การศึกษาขั้นบังคับ และปฏิเสธ/ไม่กลับมาเรียน สถานศึกษาต้องดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายอย่างเคร่งครัด เพื่อให้ได้รับการศึกษาและได้รับการคุ้มครองสิทธิอย่างเหมาะสม
แนวทางสำคัญจึงต้องมุ่งเน้น “ป้องกันก่อนหลุด ช่วยเหลือเมื่อมีความเสี่ยง ส่งต่อเมื่อจำเป็น และสร้างโอกาสทางการศึกษาอย่างต่อเนื่อง” เพื่อให้เด็กและเยาวชนทุกคนได้เรียนรู้ พัฒนาศักยภาพ และเติบโตเป็นทุนมนุษย์ที่มีคุณภาพของประเทศนายโยฑิน สมโนนนท์ รองอิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ กล่าวว่า ปัจจุบันครู สกร. ใช้แพลตฟอร์มดิจิทัลเพื่อบริหารจัดการข้อมูลผู้เรียนหลายระบบ อาทิ DOLE Learner Data Platform, DOLE Zero Dropout และ DOLE OOSCY Platform ดังนั้น การพัฒนาหรือบูรณาการระบบเพิ่มเติมต้องไม่เพิ่มภาระครู ไม่จัดเก็บข้อมูลซ้ำซ้อน และต้องสามารถเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างระบบเพื่อใช้ประโยชน์ร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ด้านนายนรินทร์ คูรานา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) School Bright ได้นำเสนอแนวคิดการพัฒนาระบบป้องกันเด็กและเยาวชนหลุดออกจากระบบการศึกษา (Dropout Prevention) โดยประยุกต์ใช้ AI Early Warning เพื่อวิเคราะห์ข้อมูลรายบุคคล พฤติกรรม และปัจจัยเสี่ยงของผู้เรียน ตั้งแต่ขั้นตอนการค้นหาและคัดกรอง การเฝ้าระวังสัญญาณเตือน ไปจนถึงการติดตามและให้ความช่วยเหลือก่อนที่เด็กจะหลุดออกจากระบบอย่างสมบูรณ์
นอกจากนี้ ยังมีแนวคิดการใช้ AI Voice Call หรือระบบโทรติดตามอัตโนมัติ เพื่อช่วยติดต่อผู้เรียนและผู้ปกครองในกรณีที่ไม่สามารถติดต่อผ่านช่องทางปกติได้ ช่วยลดภาระของครูและบุคลากรทางการศึกษา พร้อมเชื่อมโยงการทำงานระหว่างสถานศึกษา ครู ผู้ปกครอง และหน่วยงานภาคีเครือข่าย เพื่อให้สามารถ “รู้เร็ว ช่วยเร็ว และติดตามต่อเนื่อง” ได้อย่างเป็นระบบและทันท่วงที
ทั้งนี้ ที่ประชุมมอบหมายให้กลุ่มเทคโนโลยีดิจิทัลและสารสนเทศ สำรวจและวิเคราะห์สถิติผู้เรียน สกร. ที่ขาดสอบ เพื่อใช้ประกอบการกำหนดแนวทางติดตามและป้องกันการหลุดออกจากระบบ พร้อมมอบหมายให้กองส่งเสริมและพัฒนานวัตกรรมการเรียนรู้ ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อศึกษาและทบทวนกฎหมาย ระเบียบ และหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการขาดเรียน การขาดสอบ และสถานะการเรียนของผู้เรียน เพื่อให้การดำเนินงานมีความชัดเจน ถูกต้อง และนำไปสู่การช่วยเหลือผู้เรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
การหารือครั้งนี้นับเป็นอีกก้าวสำคัญของการนำเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์มาสนับสนุนการดูแลเด็กและเยาวชนเป็นรายบุคคล พร้อมสร้างระบบความร่วมมือที่ช่วยป้องกันไม่ให้เด็กคนใดต้องหลุดออกจากโอกาสทางการศึกษา