วันที่ 13 สิงหาคม 2569 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานการประชุมติดตามความก้าวหน้าในการดำเนินการจัดตั้งศูนย์พิทักษ์สิทธิและเสรีภาพ กระทรวงศึกษาธิการ ครั้งที่1/2569 โดยมี นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ผศ.ดร.ลิณธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงศึกษาธิการ และหน่วยงานในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ เข้าร่วมประชุม ได้แก่ ปลัดประทรวงศึกษาธิการ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา กรมส่งเสริมการเรียนรู้ กองทุนประชากรแห่งสหประชาชาติ (UNFPA) สำนักพัฒนาสังคม กทม. บริษัท อินเทอร์เน็ตประเทศไทย จำกัด (มหาชน) และ สวทช. ณ ห้องประชุม สพฐ.1 อาคาร สพฐ.4 ชั้น 2 กระทรวงศึกษาธิการ
ในการนี้ ดร.เกศทิพย์ ศุภวานิช อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ มอบหมายให้ นายโยฑิน สมโนนนท์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ พร้อมด้วย ผู้อำนวยการกองมาตรฐานและส่งเสริมการเรียนรู้เพื่อคุณวุฒิ เลขานุการกรม และผู้แทนกลุ่มเทคโนโลยีดิจิทัลและสารสนเทศ เข้าร่วมการประชุมเพื่อพิจารณาระบบแพลตฟอร์ม Traffy EDU
รมว.ศธ. กล่าวถึงกรอบการดำเนินงานและสั่งการสำคัญในที่ประชุม ได้แก่ ด้านโครงสร้างการบริหารและงบประมาณ การจัดตั้งศูนย์พิทักษ์สิทธิ์ในระยะเร่งด่วน จะดำเนินการจัดตั้งให้เป็นหน่วยงานภายในของสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ โดยจัดสรรบุคลากรจากส่วนต่างๆ มาทำหน้าที่เพิ่มเติม สำหรับแผนระยะยาว จะมีการผลักดันให้ศูนย์พิทักษ์สิทธิ์ถูกบรรจุอยู่ในพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ เพื่อให้เกิดความยั่งยืนในการดำเนินงานต่อไป ทั้งนี้ ทางสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการได้ทำการจัดสรรงบประมาณจำนวน 5 ล้านบาทเพื่อใช้ขับเคลื่อนภารกิจในส่วนนี้แล้ว
ด้านการพัฒนาระบบรับแจ้งเหตุและการบริหารจัดการ สำหรับการดำเนินการในระยะสั้น ปัจจุบันมีการใช้แอปพลิเคชัน LINE OA ที่เชื่อมโยงกับระบบทราฟฟี่ฟองดูว์ (Traffy Fondue) เป็นช่องทางหลักในการรับเรื่องร้องเรียน ส่วนการดำเนินการในระยะยาวนั้น กระทรวงกำลังพัฒนาระบบนิเวศขนาดใหญ่ที่เรียกว่า EduPlus ซึ่งจะมีการบูรณาการช่องทางการรับแจ้งเหตุอื่นๆ เช่น แพลตฟอร์ม SoSafe ของ UNFPA เข้ามาไว้ภายใต้ระบบเดียวกัน ในขั้นตอนการบริหารจัดการเคสนั้น เจ้าหน้าที่จะใช้ระบบที่เรียกว่า “ท็อปฟินิกซ์ เมเนเจอร์” ในการจัดการเรื่องที่รับเข้ามา เพื่อส่งต่อไปยังเขตพื้นที่ โรงเรียน หรือเครือข่ายภาคีที่เกี่ยวข้องให้ดำเนินการตามขั้นตอน
ด้านความปลอดภัยของข้อมูลและการยืนยันตัวตน ที่ประชุมได้เน้นย้ำถึงความจำเป็นที่จะต้องมีระบบยืนยันตัวตนที่ชัดเจนสำหรับผู้แจ้งเหตุ (เช่น รหัสประจำตัวนักเรียนหรือครู) เพื่อป้องกันปัญหาการแจ้งข้อมูลเท็จจากผู้ไม่หวังดี ระบบจะให้ความสำคัญสูงสุดกับการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล โดยผู้แจ้งสามารถสงวนชื่อของตนเองเพื่อความปลอดภัยได้ นอกจากนี้ จะต้องเพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์ที่รัดกุมขึ้น เนื่องจากกระทรวงศึกษาธิการตรวจพบการโจมตีข้อมูลถึง 939 ครั้ง ซึ่งมักเกิดกับข้อมูลในระดับโรงเรียนที่มีความรัดกุมไม่เพียงพอในการรักษารหัสผ่าน
นายโยฑิน สมโนนนท์ กล่าวว่า สกร. มีบทบาทสำคัญในฐานะหน่วยงานปฏิบัติการหลักในระดับพื้นที่ โดยได้รับมอบหมายให้ส่งเจ้าหน้าที่ สกร. ประมาณ 1,500 – 2,500 คน เข้ารับการฝึกอบรม เพื่อให้มีความรู้และทักษะในการรับเรื่อง ประสานงาน และบริหารจัดการเคสได้อย่างเป็นระบบและมีประสิทธิภาพ
การดำเนินงานดังกล่าวจะก่อให้เกิดประโยชน์ต่อ สกร. ในด้านการคุ้มครองผู้เรียนและบุคลากร โดยจะมีช่องทางสำหรับการรับแจ้งเหตุ การพิทักษ์สิทธิ และการให้ความช่วยเหลือแก่ผู้เรียนและบุคลากร สกร. ที่มีมาตรฐาน ปลอดภัย และสามารถดำเนินการได้อย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ ยังเป็นการเชื่อมโยงระบบดิจิทัล โดยบุคลากรและผู้เรียนของ สกร. สามารถเข้าถึงระบบ EduPlus (Single Platform) ร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งจะช่วยลดความซ้ำซ้อนของแอปพลิเคชันและเพิ่มความสะดวกในการเข้าถึงบริการต่าง ๆ ผ่านระบบเดียว
ขณะเดียวกัน การดำเนินงานยังช่วยพัฒนาศักยภาพบุคลากรของ สกร. โดยเจ้าหน้าที่ สกร. ประมาณ 2,500 คน จะได้รับการอบรมและยกระดับทักษะด้านการใช้ระบบเทคโนโลยีดิจิทัล รวมถึงการรับเรื่องและบริหารจัดการเคสฉุกเฉิน เพื่อให้สามารถปฏิบัติงานและให้ความช่วยเหลือผู้เรียนและบุคลากรในระดับพื้นที่ได้อย่างรวดเร็ว มีประสิทธิภาพ และเป็นมาตรฐาน