ศธ. ลงพื้นที่กาญจนบุรี เดินหน้าแก้หนี้ครูต้นแบบ ยกระดับโรงเรียนคุณภาพ–สมรรถนะดิจิทัล มุ่งสู่การศึกษาไทยปี 2570

วันที่ 22 สิงหาคม 2569 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมด้วย นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ คณะข้าราชการฝ่ายการเมือง ผู้บริหารระดับสูงของหน่วยงานในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ ดร.เกศทิพย์ ศุภวานิช อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ และ ดร.วัชรีวรรณ กันเดช รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ ลงพื้นที่จังหวัดกาญจนบุรี เพื่อติดตามการดำเนินงานด้านการแก้ไขปัญหาหนี้สินครู การยกระดับโรงเรียนคุณภาพ และการพัฒนาสมรรถนะด้านดิจิทัลของครูและผู้เรียน

คณะได้ตรวจเยี่ยมสหกรณ์ออมทรัพย์ครูกาญจนบุรี เพื่อศึกษารูปแบบการบริหารจัดการหนี้สินครูที่ประสบความสำเร็จ และสามารถพัฒนาเป็นต้นแบบสำหรับขยายผลในระดับประเทศ

นายประเสริฐกล่าวว่า กระทรวงศึกษาธิการพร้อมทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการแก้ไขปัญหาหนี้สินของครูและบุคลากรทางการศึกษาอย่างเป็นระบบ ครอบคลุมทั้งผู้ที่ยังปฏิบัติหน้าที่และผู้เกษียณอายุราชการ โดยกระทรวงศึกษาธิการได้ลงนามบันทึกความเข้าใจร่วมกับธนาคารออมสิน เพื่อปรับลดอัตราดอกเบี้ย ช่วยบรรเทาภาระทางการเงินและลดระยะเวลาการชำระหนี้

ขณะเดียวกัน อยู่ระหว่างการหารือกับสถาบันการเงินของรัฐเพิ่มเติม เพื่อจัดหาแหล่งเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำและยกระดับสวัสดิการ ตลอดจนปรับโครงสร้างหนี้อย่างจริงจัง อันจะนำไปสู่การเสริมสร้างสวัสดิภาพและคุณภาพชีวิตที่ดีของบุคลากรทางการศึกษาในระยะยาว

จากนั้น คณะเดินทางไปยังโรงเรียนบ้านหนองกระทุ่ม อำเภอบ่อพลอย จังหวัดกาญจนบุรี เพื่อติดตามการพัฒนาโรงเรียนสู่การเป็นโรงเรียนคุณภาพ โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการกล่าวชื่นชมความร่วมมือของคณะสงฆ์ ชุมชน และประชาชนในพื้นที่ ที่ร่วมทอดผ้าป่าเพื่อการศึกษาและระดมทุนก่อสร้างอาคารเรียนหลังใหม่ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดการศึกษาให้แก่เด็กและเยาวชน

ทั้งนี้ หากโรงเรียนบ้านหนองกระทุ่มได้รับการยกระดับเป็นโรงเรียนคุณภาพ อาคารเรียนหลังใหม่จะเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญในการรองรับการจัดการศึกษา อย่างไรก็ตาม การสนับสนุนงบประมาณจะต้องพิจารณาควบคู่กับเสียงสะท้อนและความต้องการของประชาชนในชุมชน เพื่อให้การพัฒนาเกิดประโยชน์สูงสุดต่อผู้เรียนและพื้นที่

ต่อมา คณะเดินทางไปยังโรงเรียนวิสุทธรังษี อำเภอเมืองกาญจนบุรี เพื่อมอบนโยบายส่งเสริมสมรรถนะด้านดิจิทัลให้เป็นทักษะพื้นฐานสำคัญของครูและนักเรียน รองรับการเปลี่ยนแปลงของโลกยุคใหม่

ในโอกาสนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการได้กล่าวชื่นชมโรงเรียนวิสุทธรังษีที่สามารถบ่มเพาะศิษย์เก่าคุณภาพ ซึ่งเติบโตขึ้นมามีบทบาทสำคัญและสร้างคุณประโยชน์แก่ประเทศชาติ โดยเฉพาะด้านการศึกษา พร้อมกล่าวว่า การลงพื้นที่ในวันนี้ถือเป็นโอกาสพิเศษที่ได้นำศิษย์เก่าผู้มีชื่อเสียงกลับคืนสู่เหย้าถึง 2 คน ได้แก่ นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และ ดร.เกศทิพย์ ศุภวานิช อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ นับเป็นความภาคภูมิใจของโรงเรียน คณะครู นักเรียน และชาวจังหวัดกาญจนบุรี

จากนั้น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการได้กล่าวถึงนโยบายด้านดิจิทัลว่า เทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ได้กลายเป็นทักษะฐานรากที่สำคัญของการศึกษาไทยในปัจจุบัน

จากผลการประเมินล่าสุด จังหวัดกาญจนบุรีติด 1 ใน 5 จังหวัดของประเทศที่มีความก้าวหน้าในการพัฒนาทักษะดิจิทัลของครู โดยมีครูจำนวนมากผ่านเกณฑ์สมรรถนะตั้งแต่ระดับพื้นฐานจนถึงระดับสูงตามเกณฑ์ของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ทั้งนี้ กระทรวงศึกษาธิการเตรียมประกาศกรอบทักษะและความรู้ด้านดิจิทัลสำหรับผู้เรียนและผู้สอนภายในสิ้นปีนี้ เพื่อใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาอย่างเป็นระบบ

สำหรับปัญหาความไม่พร้อมด้านอุปกรณ์และหลักสูตรอบรมที่ไม่สอดคล้องกับความต้องการ กระทรวงศึกษาธิการได้มอบนโยบายให้ปรับรูปแบบการอบรมเป็นหลักสูตรพัฒนาครูตามระดับความสามารถเฉพาะบุคคล ตั้งแต่ระดับ 1–7 ควบคู่กับการสนับสนุนอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง ซอฟต์แวร์ และแพลตฟอร์มการเรียนรู้ให้เหมาะสมกับขนาดและบริบทของแต่ละโรงเรียน พร้อมมอบหมายให้โรงเรียนวิสุทธรังษีร่วมกับสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา จัดตั้งศูนย์ Coaching เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้และยกระดับครูสู่สมรรถนะดิจิทัลขั้นสูง

นอกจากนี้ กระทรวงศึกษาธิการยังได้วางโรดแมปเปลี่ยนผ่านสู่ระบบดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบภายในปี 2570 ผ่านการใช้งาน Super App และระบบสำนักงานบนคลาวด์ร่วมกัน เพื่อลดภาระงานเอกสารที่ซ้ำซ้อน ทำให้ครูมีเวลาให้กับการจัดการเรียนการสอนมากขึ้น พร้อมตั้งเป้าลดรายจ่ายประจำของกระทรวงลงร้อยละ 5–10 และนำงบประมาณที่ประหยัดได้ไปเพิ่มเป็นงบลงทุนเพื่อพัฒนาโรงเรียนในปีงบประมาณ 2571

ในช่วงท้ายของการตรวจราชการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการได้เน้นย้ำเรื่องความปลอดภัยในสถานศึกษา โดยขอให้ผู้บริหารโรงเรียน โดยเฉพาะโรงเรียนขนาดใหญ่ ถอดบทเรียนและวางมาตรการดูแลความปลอดภัย ตลอดจนให้ความสำคัญกับภาวะกดดันและสุขภาวะทางจิตใจของนักเรียนอย่างใกล้ชิด

พร้อมย้ำว่า ท่ามกลางจำนวนประชากรเกิดใหม่ที่ลดลงอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ปี 2560 การปฏิรูปการศึกษาไทยจะต้องไม่มุ่งเพียงการบริหารจัดการจำนวนโรงเรียน แต่ต้องให้ความสำคัญสูงสุดกับ “คุณภาพของผู้เรียน” ควบคู่กับการเสริมสร้างโครงสร้างพื้นฐานทางการศึกษาให้เข้มแข็งและพร้อมรับการเปลี่ยนแปลงในอนาคต